สรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันที่ 11 ธ.ค.
ก่อนหน้านี้ตลาดน้ำมันพุ่งขึ้นถึงกว่า 2% ในวันศุกร์ (8 ธ.ค.) แต่รวมตลอดทั้งสัปดาห์ยังปรับลด 7 สัปดาห์ติดต่อกัน ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 ท่ามกลางความกังวลที่ลากยาวเกี่ยวกับอุปทานล้นตลาด แม้ราคาน้ำมันฟื้นตัวในวันจันทร์ (11 ธ.ค.) แต่ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานล้นตลาดยังคงไม่จางหายไป หลังผิดหวังต่อมาตรการปรับลดกำลังผลิตของโอเปกและพันธมิตรอย่างรัสเซีย หรือที่เรียกว่าโอเปกพลัส ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอในจีนได้ซ้ำเติมความกังวลด้านอุปสงค์อีกทางหนึ่ง
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันจันทร์ (11 ธ.ค.) ปิดในกรอบแคบๆ ในช่วงต้นสัปดาห์แห่งการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางประเทศต่างๆ ซึ่งได้รับการจับตามองจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก
ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 157.06 จุด (0.43 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 36,404.93 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 18.07 จุด (0.39 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 4,622.44 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 28.51 จุด (0.20 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 14,432.49 จุด
เศรษฐกิจไทย - ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ทั้งดัชนีฯ คำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชน ส่งผลให้การบริโภคและการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น (1)
ขณะเดียวกันวันนี้ (12 ธ.ค.) จับตากระทรวงแรงงานเสนอการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรอบใหม่ ด้านพลังงานชงตรึงค่าไฟงวดใหม่ช่วยกลุ่มเปราะบาง ด้านคลังเสนอพักหนี้เพิ่มเติม และล้างหนี้เสีย
มาดูที่ปัญหาเศรษฐกิจบ้านเรากันบ้าง นอกจากปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก เช่น ปัญหาหนี้สาธารณะที่พุ่งขึ้นไปถึง 62.14% ของจีดีพี เพิ่มจากเดือนกันยายนปี 2557 ที่ 5.69 ล้านล้านบาท เป็น 11.13 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน อีกทั้งหนี้ครัวเรือนยังพุ่งถึงกว่า 16.07 ล้านล้านบาท หรือ 90.6% ของจีดีพี และหนี้นอกระบบมีถึง 3.48 ล้านล้านบาท โดยหนี้เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหมือนระเบิดเวลาของเศรษฐกิจไทย
หันกลับมาดูความสามารถแข่งขันของประเทศไทยที่ลดลงมาเรื่อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ การส่งออกของไทยขยายตัวต่ำมากเฉลี่ยเพียงปีละ 1% กว่าเท่านั้น และปีนี้การส่งออกของไทยทั้งปีจะติดลบอีก ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยขาดการลงทุนมาเป็นเวลาหลายปี การลงทุนเข้ามาน้อยมาก การส่งออกของไทยถูกเวียดนามแซงไปแบบไม่เห็นฝุ่นโดยปี 2565 ไทยส่งออก 2.87 แสนเหรียญสหรัฐ ในขณะที่เวียดนามส่งออกสูงถึง 3.71 แสนเหรียญสหรัฐ ซึ่งแซงไทยไปมากแล้วและยังมีแนวโน้มที่จะแซงมากขึ้นจากการลงทุนในเวียดนามที่มากกว่าไทย (2)
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเดิมของไทยที่มีอยู่ก็เริ่มจะล้าสมัย ไม่เป็นที่นิยมของตลาดโลก ไทยต้องมีการลงทุนอุตสาหกรรมชนิดใหม่โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมไฮเทค ที่เป็นที่นิยมของต่างประเทศและมีมูลค่าเพิ่มสูง และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยก็ยังล่าช้ามาก ประเทศมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า ยูนิคอร์น น้อยมาก โดยสัดส่วนรายได้ของเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยยังต่ำมากเทียบกับ GDP การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้ขยายตัวมากขึ้นจะเป็นการช่วยขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นสูงได้ในอนาคต
สัญญาณบอกเหตุที่แสดงถึงปัญหาของเศรษฐกิจไทย คืออัตราเงินเฟ้อของไทยที่ลดลงมากตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ 0.53% มิถุนายน 0.23% กรกฎาคม 0.35% สิงหาคม 0.88% กันยายน 0.30% และมาติดลบในเดือนตุลาคมที่ -0.31% และยังมีแนวโน้มที่จะติดลบต่อในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในต่างประเทศยังสูงมาก อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่งมาปรับตัวลดลงไม่นานนี้ แสดงถึงว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (3) ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย (Recession) (4) ได้ในอนาคต
References
(1) สะท้อนจากดัชนีคำสังซื้อและยอดขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าคงทน อาทิ รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ ตู้เย็น และสินค้ากึ่งคนทน อาทิ สินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นต้น รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
(2) สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วน เสื้อผ้า และสิ่งทอ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ รองเท้า และเครื่องจักร
(3) เงินฝืด (Deflation) คือการลดลงของระดับราคาทั่วไปของสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยจะเกิดขึ้นเมื่ออัตราเงินเฟ้อ หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ติดลบ และผู้บริโภคชะลอการซื้อเนื่องจากแนวโน้มสินค้ากำลังอยู่ในขาลง นำไปสู่การลดลงของการผลิตและการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ปรับลดค่าจ้างลง เกิดหนี้เสียขึ้น
(4) GDP ติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส
Cr. mgronline (ที่มา : รอยเตอร์/เอเอฟพี) , มติชนออนไลน์ , Money Buffalo , สำนักข่าวอินโฟเควสท์
, ฐานเศรษฐกิจ

Comments
Post a Comment