ข่าวเศรษฐกิจประจำวันที่ 12-13 ธันวาคม
เครดิตภาพ Freepik
การค้า การเกษตร - สรท.คาดการณ์ส่งออกไทยปี 2567 จะขยายตัวได้ร้อยละ 1 ถึง 2 (ณ ธ.ค. 2566) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อเนื่องจากปี 2566 ได้แก่ 1.เศรษฐกิจทั่วโลกปี 2566 ในภาพรวมเติบโตได้น้อยกว่าที่คาดไว้และยังคงอยู่ในทิศทางชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก 2.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากภาวะสงครามที่ยืดเยื้อส่งผลให้ความต้องการสินค้าไม่แน่นอนและกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโดยรวม 3.อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงทรงตัวระดับสูง ส่งผลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยโดยรวมจะปรับลดลงบ้างแล้ว โดยคู่ค้าหลักยังคงมีอัตราดอกเบี้ยสูงเช่น สหรัฐอเมริกา 4.ดัชนีภาคการผลิต (PMI) ยังคงทรงตัวและมีแนวโน้มหดตัวในบางตลาดสำคัญ ส่งผลให้ภาคการผลิตตึงตัว จากดัชนีภาคการผลิตเคลื่อนไหวใกล้เส้น base line โดยเฉพาะสหรัฐ ญี่ปุ่น เวียดนาม และ 5.ความกังวลเรื่องต้นทุนภาคการผลิตที่ยังมีความไม่แน่นอน อาทิ ค่าไฟฟ้าและค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น
เครดิตภาพ Techsauce
เศรษฐกิจไทย - 12 ธันวาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแถลงข่าวจัดการหนี้ทั้งระบบ โดยมีกฤษฎา จีนะวิจารณะ และจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลง
นายเศรษฐา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่ในสังคมไทยมายาวนานทั้งในส่วนของหนี้นอกระบบซึ่งรัฐบาลได้กำหนดการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นวาระแห่งชาติตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา และอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา
วันนี้ขอพูดถึงหนี้ในระบบซึ่งมีปัญหาไม่แพ้หนี้นอกระบบซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงาน บางรายเป็นหนี้เสียคงค้างเป็นเวลานานจนขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ดังนั้น การดูแลลูกหนี้ในระบบที่ประสบปัญหาจึงถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ ทั้งการจัดการกวาดล้างหนี้นอกระบบ และการดูแลลูกหนี้ในระบบให้ได้รับสินเชื่ออย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
การมีลูกหนี้ที่ดีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม อย่างไรก็ดี จากสภาพเศรฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทำให้กลไกต่าง ๆ ติดขัดหลายประการด้วยกันจนปัญหาสั่งสมมาใหญ่จนเกิดจะแก้ไขได้โดยปราศจากการช่วยเหลือจากภาครัฐ
ทั้งนี้ ขอแบ่งกลุ่มลูกหนี้ที่ประสบปัญหาออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 คือ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด
กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำแต่มีภาระหนี้จำนวนมาก
กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่แน่นอนทำให้เกิดการชำระหนี้ไม่ต่อเนื่อง
กลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียคงค้างเป็นระยะเวลายาวนาน
ทั้งนี้ ทั้ง 4 กลุ่มมีข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนกระทั่งกลายเป็นหนี้เสียจึงถูกเรียกดอกเบี้ยปรับเพิ่มและวนกลับไปทำให้ชำระไม่ไหวส่งผลให้ติดเครดิตบูโรไม่สามารถขอสินเชื่อในระบบต่อได้ บางรายค้างชำระเป็นเวลานานก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรก็ดี มีต้นตอที่แตกต่างกัน รัฐบาลจึงเตรียมแนวทางเพื่อช่วยเหลือที่แตกต่างกัน ดังนี้
กลุ่มที่ 4 กลุ่มหนี้เสียคงค้างกับธนาคารเป็นเวลานาน
กลุ่มนี้จะโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนกับสถาบันการเงินของรัฐและบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อจะทำให้การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้เป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น คาดว่ามาตรการนี้จะช่วยเหลือลูกหนี้ได้ประมาณ 3 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุในระยะเร่งด่วนเพื่อต่อลมหายใจให้กับลูกหนี้ทุกคน ในระยะยาวควรมีการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างโดยยกระดับให้บริการสินเชื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรมโดยกระทรวงการคลังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวทางเพื่อยกระดับการให้สินเชื่อและการค้ำประกันสินเชื่อให้สะท้อนความเสี่ยงของลูกหนี้ได้มากขึ้น
รวมทั้งมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เหมาะสมและป้องกันปัญหาการก่อหนี้ เช่น หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม โดย ธปท.กำหนดให้สถาบันการเงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ และกำหนดให้การผ่อนชำระสินเชื่อต้องให้ผู้กู้ยืมเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ
รวมถึงการพิจารณาข้อมูลอื่นนอกจากประวัติการให้สินเชื่อ เช่น ประวัติการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ การผลักดันให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหรกรณ์เครดิยูเนี่ยนรายงานข้อมูลไปยังเอ็นซีบี เพื่อให้ผู้ให้สินเชื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้และการจัดการบุริมสิทธิในการตัดเงินเดือนของลูกหนี้ที่เป็นหนี้เพื่อชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม เป็นต้น
นอกจากนี้กลุ่มลูกหนี้ที่มีปัญหาเรื้อรัง ธปท.กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในการชำระ รวมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมกันไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และจบหนี้ให้ได้ภายใน 5 ปี


Comments
Post a Comment